รัฐธรรมนูญนั้นโดยตัวของมันเอง ก็เป็นสถาบันประเภทหนึ่ง เพราะคำว่า Constitution กับ Institution มาจากรากศัพท์เดียวกัน ซึ่งหมายถึงกฎกติกาที่กำกับพฤติกรมของมนุษย์ (Lane: 1996) ซึ่งตามที่ศาสตราจารย์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญในปี 2541-2545 อาจถือได้ว่ารัฐธรรมนูญเป็น “อภิมหาสถาบัน” หลักทางการเมืองได้ เนื่องจากเป็น “สถาบัน” ที่ใช้กำหนด “สถาบัน” อื่น ๆ ในสังคม หรือเป็นสถาบันที่ใช้เป็นบรรทัดฐานในการตีความและกำหนดกรอบของสถาบันอื่น ๆ รวมทั้งสถาบันการเมืองด้วย รัฐธรรมนูญอาจแบ่งได้เป็นสามสถานะด้วยกัน คือ รัฐธรรมนูญในฐานะ “เอกสารการเมือง” ทำหน้าที่การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับราษฎร กำหนดหน้าที่ สิทธิ และเสรีภาพของประชาชน และกำหนดกฎเกณฑ์ กติการของสังคม รัฐธรรมนูญในฐานะ “เอกสารการบริหารการปกครอง” ทำหน้าที่กำหนดรูปแบบ บทบาทและหน้าที่ของรัฐบาล กำหนดโครงสร้างของรัฐสภาและกฎการลงคะแนนเสียงในรัฐสภา กำหนดรูปแบบและอำนาจของศาลสถิตยุติธรรม กำหนดกระบวนกาขึ้นสู่ตำแหน่งการเมืองและตำแหน่งผู้บริหารประเทศระดับสูง และกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ และรัฐธรรมนูญในฐานะ “เอกสารทางเศรษฐกิจ” ทำหน้าที่กำหนดกฎกติกาสำหรับ นักการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และราษฎร กำหนดนโยบายที่รัฐบาลต้องดำเนินการ นอกจากนั้นยังกำกับการกระทำของรัฐบาลและนักการเมือง เพื่อควบคุมไม่ให้รัฐบาลและนักการเมืองมีอำนาจมากเกินไป และป้องกันการใช้อำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล หน้าที่ทุกมิติดังที่กล่าวมานี้ ทำให้เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า รัฐธรรมนูญไม่มีบทบาทหรือส่งอิทธิพลต่อพัฒนาการของระบอบการปกครองของเลย ซึ่งระบอบการปกครองที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกอยากมี รวมทั้งประเทศไทยด้วยก็คือ “ระบอบประชาธิปไตย” ประเทศไทยจึงมีความพยายามในการพัฒนาประชาธิปไตยให้กลายมาเป็นระบอบการปกครองประเทศให้ได้ แต่ก่อนที่จะไปถึงเรื่องพัฒนาการประชาธิปไตยของประเทศไทย เรามาทำความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับ “ประชาธิปไตย” กันก่อน“ประชาธิปไตย” สามารถแบ่งออกเป็น ประชาธิปไตยทางเชิงรูปแบบและเชิงเนื้อหา เพื่อที่จะพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยเชิงเนื้อหานั้น เราก็ต้องการประชาธิปไตยเชิงรูปแบบก่อน ซึ่งอาจประกอบไปด้วย กระบวนการเลือกตั้ง พรรคการเมือง รัฐธรรมนูญ และกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ให้สถาบันเหล่านี้ทำงานไปได้ก่อน แล้วหลังจากนั้น ประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจริง ๆ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมีอำนาจในการตัดสินใจในการปกครองตนเอง มีสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานทางการเมืองอย่างแท้จริง ก็จะเริ่มงอกเงยขึ้น (ประจักษ์: 2550) ดังที่กล่าวไปแล้วว่า รัฐธรรมนูญนั้นมีบทบาทและอิทธิพลต่อระบอบการปกครองพัฒนาในเมืองไทยมาก ดังนั้นเราจะลองมาพิจารณาพัฒนาการของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยว่ามีการพัฒนาประชาธิปไตยในเชิงรูปแบบและเนื้อหาอย่างไร และมากน้อยเพียงใด ผ่านการวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ของไทย โดยเริ่มจากหมุดหลักที่สำคัญ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบันทั้งนี้จากการแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยศาสตราจารย์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ได้พูดถึงสังคมการเมืองไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไว้อย่างน่าสนใจ ว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงนั้นเป็นประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่างกลุ่มพลัง 3 กลุ่ม ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตย กลุ่มพลังยียาธิปไตย[1] และกลุ่มพลังประชาธิปไตย เป็นวัฏจักรซึ่งเปลี่ยนแปลงควบคู่ไปกับวัฏจักรของรัฐธรรมนูญไทย ซึ่งลักษณะเด่นของระบอบการเมืองในยุคแรก ๆ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจะมีลักษณะเป็น เผด็จการหรือคณาธิปไตยสูง แต่ก็มีรัฐธรรมนูญบางฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก ได้แก่ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2489 และ 2492 แต่ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่มีอายุการบังคับใช้แสนสั้น ต่อมามีการนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2475 มาแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2495 ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการรักษาระบอบเผด็จการ ของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย การรัฐประหารในปี 2500 ไม่ได้ทำให้สังคมการเมืองในสมัยนั้นเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงกลุ่มชนชั้นนำทางอำนาจเท่านั้น โดยที่การเมืองการปกครองยังคงเป็นระบอบเผด็จการอยู่ พิจารณาจากธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 ก็มีเนื้อหาที่เสริมสร้างความเข้มแข้งให้แก่ระบอบเผด็จการหรือคณาธิปไตย ซึ่งก็คล้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2511 ที่มีธงอย่างชัดเจนในการมุ่งรักษาอำนาจของกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตย โดยให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ และให้อำนาจฝ่ายบริหารเหนือกว่าฝ่ายนิติบัญญัติเป็นอย่างมากอีกด้วย กล่าวคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ เมื่อพิจารณาถึงช่วงนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววของประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาเลยแม้แต่น้อย ถ้าพูดถึงเชิงรูปแบบก็บอกได้ยากว่าเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์เนื่องจากกระบวนการเลือกตั้งใจ บ้างก็เป็นการเลือกโดยประชาชน (ซึ่งก็มีการทุจริตในการเลือกตั้ง) และบ้างก็เป็นการแต่งตั้งผู้แทนราษฎรขึ้นมาเลย แม้ว่าจะมีรัฐธรรมนูญบางฉบับในยุคนี้ที่เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างสูงแต่นี่กลับไม่ได้ช่วยในการพัฒนาประชาธิปไตยเลยต่อมาในปี 2516 กลุ่มพลังประชาธิปไตยก่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้อำนาจของกลุ่มอำมาตยาธิป-ไตยลดทอนลงไป แต่กลุ่มพลังประชาธิปไตยก็ยังไม่กล้าแข็งพอที่จะยึดกุมอำนาจรัฐได้ การเมืองการปกครองจึงมีลักษณะกึ่งเผด็จการกึงประชาธิปไตยเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 นี้ ส่งผลให้รัฐธรรมนูญปี 2517 มีความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างสูงและอยุ่ในระนาบเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2489 นั่นคือฝ่ายนิติบัญญัติสามารถถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้มากขึ้น มีบทบัญญัติห้ามข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งกทางการเมือง นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีมากว่ากึ่งหนึ่งต้องเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีอายุการบังคับใช้ที่แสนสั้น กลุ่มพลัอำมาตยาธิปไตยกลับมามีอำนาจภายหลังการรัฐประหารเดือนตุลาคม 2519 และรัฐธรรมนูญฉบับปี 2519 ก็เป็นกลไกในการเสริมความเข้มแข็งให้แก่ระบอบเผด็จการ จนอาจกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีขึ้นมาเพื่อตอบโต้ฉบับ 2517 โดยเฉพาะ (รังสรรค์: 2545)แต่การเติบโตของขบวนการสิทธิและเสรีภาพภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเดือนตุลาคม 2516 ทำให้กลุ่มอำมาตยาธิปไตยต้องมีการประนีประนอมกับขบวนการมากขึ้นและไม่สามารถธำรงอำนาจอยู่ได้นานเหมือนเคย การรัฐประหารเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในปี 2520 แต่คราวนี้สาเหตุมาจากความขัดแย้งกันเองภายในกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตย ส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับต่อมาในปี 2521 ต้องประนีประนอมมากขึ้นโดยการนำเอารัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 มาปรับปรุงร่วมกับฉบับปี 2519 ซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่นี้ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เปิดทางให้นักการเมืองอาชีพขึ้นสู่อำนาจ ทำให้โครงสร้างของชนชั้นปกครองเปลี่ยน จากกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยไปสู่กลุ่มนักการเมืองอาชีพ ทำให้การบวนการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจซึ่งแต่เดิมเป็นของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยต้องรั่วไหลออกนอกระบบราชการ กลายไปเป็นของกลุ่มนักการเมืองแทน ต่อจากนั้นกลุ่มนักการเมืองอาชีพก็ค่อย ๆ พัฒนาตัวเองไปเป็นกลุ่มพลังยียาธิปไตยกลุ่มพลังยียาธิปไตยเรืองอำนาจสุด ๆ ในยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (ปี พ.ศ.2531-2534) ชนิดที่กลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยแทบไม่มีพื้นที่ในโครงสร้างอำนาจเลยก็ว่าได้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 เริ่มสร้างตนให้เป็นใหญ่ ยื้อแย่งและ “สวาปาม” ส่วนเกินทางเศรษฐกิจ ที่หามาจากกระบวนการกำหนดและบริหารนโยบาย จนมีผู้ขนานนามว่าเป็น Buffet Cabinet ซึ่งต่อมากลายมาเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารโดยคณะผู้นำฝ่ายทหารในปี 2534 ก็เข้าอีหรอบเดิม แม้จะมีประชาธิปไตยเชิงรูปแบบโผล่มาให้เห็นบ้าง ซึ่งเป็นผลจากรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ประเทศมีการพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นมาเลย กระแสการเรียกร้องประชาธิปไตย ขบวนการสิทธิและเสรีภาพที่มีขึ้นมานั้น ก็ไม่ใช่ผลมาจากตัวอภิมหาสถาบันที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” เอง[2] แต่กลับเป็นเพราะความรู้สึกไม่มีสิทธิและเสรีภาพจึงอยากเรียกร้องให้เกิด รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นมากกว่า ดังนั้นอาจถือไม่ได้ว่ามีประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาที่มาจากผลของรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นแล้ว ข้ออ้างของคณะรัฐประหารในปี 2534 ที่เรียกตัวเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นั้นก็คือเข้ามาปราบคอร์รัปชั่นในรัฐบาลชาติชาย ซึ่งประชาชนก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่ามีวาระซ่อนเร้นอยู่ในการกลับมาทวง “ที่” ของกลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยคืน คณะรสช.ได้ดำเนินการให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยด้อยกว่าโดยเปรียบเทียบกับฉบับปี 2521 ยังความไม่พอใจแก่ขบวนการสิทธิและเสรีภาพในเมืองไทย ซ้ำยังเป็นการสร้างคลื่นใต้น้ำในสังคมการเมืองไทยอีกด้วย แต่เนื่องจากคณะ รสช. ประเมินศักยภาพการต่อต้านของประชาชนเหล่านี้ต่ำเกินไป เมื่อพลเอก สุจินดา คราประยูร “ตระบัดสัตย์เพื่อชาติ” ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือน เมษายน 2535 ขบวนการประชาชนก็ออกมาคัดค้านแบะต่อต้านนายกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด “พฤษภาทมิฬ” และจุดจบของรัฐบาลพลเอก สุจินดา คราประยูร (รังสรรค์: 2545) จากเหตุการณ์นี้จะเห็นอิทธิพลของรัฐธรรมนูญที่มีต่อกระบวนการประชาธิปไตยอย่างน้อยหนึ่งอย่าง คือ ประชาชนถูก “สถาบัน” ที่เรียกอีกอย่างว่า “รัฐธรรมนูญ” หล่อหลอมให้เข้าใจว่า การเลือกตั้งต้องมาจากประชาชน นายกที่ไม่ได้มาจากประชาชนเป็นนายกที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งในกรณีนี้จะเห็นได้ชัดว่า รัฐธรรมนูญได้สร้างประเพณีในการ “ขึ้นมา” ของนายก ว่าต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถือว่าเป็นการสร้างธรรมเนียมอันเป็นประชาธิปไตยเชิงรูปแบบให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาจะเป็นอย่างไร (ซึ่งตามความเห็นของผู้เขียน ตั้งแต่ที่เขียนมายังไม่เห็นว่ามีประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาที่เกิดจากตัวรัฐธรรมนูญเลย) อย่างน้อยรัฐธรรมนูญก็มีประโยชน์อย่างหนึ่งตรงนี้ แล้วถ้ามองในแง่ดี เมื่อมีประชาธิปไตยเชิงรูปแบบแล้ว เราก็จะพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาได้ง่ายขึ้น (แต่ความเป็นจริงก็ทำให้คนที่มองโลกในแง่ดีลดลง …จะอย่างไรนั้น ต้องติดตามกันต่อไป) ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐสภาได้ผ่านกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 รวม 4 ฉบับ ซึ่งไม่ได้ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 แตกต่างไปจากรากฐานเดิมเลย ยังคงเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้คณะผู้นำฝ่ายทหารสืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อไปได้ รัฐบาลนาย ชวน หลีกภัย ที่ขึ้นมาภายหลังเหตุการณ์ ก็ไม่เล็งเห็นความเสื่อมโทรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงไม่แสดงความกระตือรือร้นที่จะแก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หรือแม้แต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้ระบบการเมืองสะอาดบริสุทธิ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขบวนการสิทธิและเสรีภาพรวมทั้งแรงกดดันจากการเมืองภาคประชาชนจึงเข้ามามีบทบาทอีกครั้งในการเรียกร้องให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการจุดปะทุกระบวนการปฏิรูปการเมือง คือ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร (รังสรรค์: 2545) ที่เริ่มอดอาหารประท้วงจนกว่าจะมีการยกร่าง ซึ่งการกระทำดังกล่าว รวมทั้งแรงสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองจากปัญญาชนและผู้นำในสังคม สร้างความกดดันให้แก่รัฐบาลมากจนต้องตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.)ขึ้น ซึ่งมีศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน แม้จะเข้ามาเป็นประธานด้วยภาวะจำยอม แต่นายแพทย์ประเวศ ก็ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ของสังคมไทย จึงเริ่มมีการใช้ยุทธวิธี สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง นำเสนอหลักในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่เสนอไปไม่ทันไร รัฐบาลนายกชวน ก็มีอันต้องยุบสภาไปเนื่องจากไม่สามารถตอบคำถามในความไม่ชอบมาพากลของนโยบายแจกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน สปก.4-01 ได้ ต่อมามีการรณรงค์หาเสียง โดยที่พรรคชาติไทย นำโดยนาย บรรหาร ศิลปอาชา ชูนโยบายปฏิรูปการเมือง ส่วนพรรคประชาธิปปัตย์ นำโดยนาย ชวน หลีกภัย ไม่ได้สนใจนโยบายนี้ ผลที่ออกมาก็คือ นายบรรหารได้รับเลือก (จากประชาชน) ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อตั้งรัฐบาลใหม่ ที่ต่อมามีการนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเสนอต่อสภา โดยจะจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิรูปการเมือง และรัฐสภาก็มีมติรับหลักการ (รังสรรค์: 2545) และเกิดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งต่อมากลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่นักวิชาการถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดเทียบกับที่เคยมีมา และยังครอบคลุมประเด็นอื่น ๆ ในหลาย ๆ มิติอีกด้วย แต่อนิจจา กลุ่มประชาธิปไตยก็ไม่แข็งแรงพอที่จะยึดอำนาจรัฐได้ ต้องตกไปเป็นของกลุ่มพลังยียาธิปไตยทุกครั้งไป ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นการเปิดทางให้แก่ระบอบทักษิณาธิปไตย ที่มีประชาธิปไตยเชิงรูปแบบ มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง และมีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 แต่ความเป็นประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาก็ดูเหมือนจะมีขึ้นมาบ้างในช่วงแรก ๆ แต่ก็ได้ลดน้อยถอยลงไปตามระยะเวลาที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะเห็นได้จากการละเลยประเด็นเรื่องสิทธิและมนุษยชนหลายครั้งหลายคราด้วยกัน รวมทั้งข้อจำกัดในการวิจารณ์รัฐบาลหรือการตอบคำถามของรัฐบาลก็ไม่มี ส่วนหนึ่งการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มีส่วนทำให้เกิดรัฐบาลพรรคเดียวที่ทำให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จในสภามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันจากปรากฏการณ์ของระบอบทักษิณาธิปไตย ก็ทำให้เราได้เห็นปรากฏการณ์ “สนธิ” หรือกล่าวอีกอย่างคือ การชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง และเป็นครั้งที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อด้วย ซึ่งสำหรับผู้เขียนเองรู้สึกว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้แสดงถึงการแสดงออกของความเป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนควรมี และการที่เหตุการณ์ดำเนินไปโดยไม่มีคนบาดเจ็บหรือเหตุการณ์ปะทะกันนั้น ก็ทำให้ยิ่งใจชื้นขึ้นอีกว่า หรือ “เรา” กำลังจะมีประชาธิปไตย “จริง ๆ “ แล้ว แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อ คณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เข้ามาทำการรัฐประหาร โดยมีข้ออ้างว่าเพื่อความ “สมานฉันท์” ในประเทศ “ทำ” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงระหว่างกันชุมนุมปะทะกันที่สนามหลวง ซึ่งทำให้ผู้เขียนต้องยอมรับว่า “บางทีเราก็อย่ามองโลกในแง่ดีจนเกินไป” จนถึงปัจจุบันนี้ เหตุการณ์ก็ยังอึมครึมอยู่ที่ว่า จะรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่ แล้วเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อ คปค. กลายร่างมาเป็น คมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) แล้ว จะดำเนินรอยตาม พลเอก สุจินดา ครา-ประยูร หรือไม่ คำถามเกิดขึ้นมากมาย คงทำอะไรไม่ได้มาก (อีกแล้ว) เพราะตอนนี้เราก็กำลังถูกยึดสิทธิทุกอย่างไป แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผ่านมาตามความเห็นของผู้เขียน แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ จะส่งผลให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยเชิงรูปแบบอยู่บ้าง(เพราะไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่) แต่เราไม่เคยมีประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาอย่างแท้จริงเลยซักครั้งเดียว แล้วสิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นประชาธิปไตยเชิงเนื้อหาอยู่บ้างนั้น เกิดจากอะไร รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมคงตอบปัญหาเหล่านี้ได้
Bibliography
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (2544). กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย. www.econ.tu.ac.thรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (2550). การแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ :จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม. www.econ.tu.ac.thรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (2545). เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ. www.econ.tu.ac.th
[1] กลุ่มพลังยียาธิปไตย หมายถึง กลุ่มนักการเมืองที่ขึ้นสู่อำนาจตามกระบวนการเลือกตั้งโดยใช้วิธีการซื้อเสียงจนชนะการเลือกตั้ง เมื่อขึ้นสู่อำนาจแล้วก็ใช้อำนาจในการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากกระบวนการกำหนดและบริหารนโยบาย จนทำให้ประชาชนพากันร้อง “ยี้” ดังนั้น ยียาธิปไตยจึงเป็นระบอบการเมืองของยี้ โดยยี้ และเพื่อยี้
[2] ผู้เขียนต้องการสื่อว่า มิใช่เพราะ “รัฐธรรมนูญ” เป็นสถาบันที่มีความเป็นประชาธิปไตย จึงทำให้ประชาชนตัดสินใจมีพฤติกรรมเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ที่ประชาชนลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องหรือมีพฤติกรรมแบบประชาธิปไตย ต่อต้านการกระทำแบบเผด็จการที่มีนั้น ก็เพราะว่าอยากได้ “รัฐธรรมนูญ” ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่านี้ต่างหาก